อีเมล:     รหัสผ่าน:     จำสถานะ    
  ใส่ใจสิ่งแวดล้อม : ฝนกรด
ภาวะการตกสะสมของกรดในบรรยากาศ สาเหตุของ.....ฝนกรด

เพื่อน ๆ คะ เพื่อน ๆ ชอบฤดูฝนกันหรือเปล่าคะ ต้นข้าวชอบฤดูฝนค่ะ พูดแล้วเพื่อน ๆ อย่าเอาไปบอกใครนะคะ เวลาฝนตกต้นข้าวน่ะชอบไปเล่นน้ำฝน เพราะน้ำฝนน่ะเย็นชุ่มฉ่ำดี แต่เพื่อน ๆ เองถ้าออกไปเล่นน้ำฝน อย่าเล่นกันจนเพลินนะคะ เพราะฝนจะทำให้เราไม่สบายได้ นอกจากนี้ เพื่อน ๆ ทราบไหมคะ น้ำฝนบางแห่ง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ จะมีอันตรายซ่อนอยู่ มากกว่าที่พวกเราคิดค่ะ เพื่อน ๆ คนไหนเคยได้ยินคำว่า ฝนกรด บ้างยกมือขึ้น ต้นข้าวว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงเคยได้ยินและอีกหลายคนก็คงไม่เคยได้ยิน เพื่อน ๆ อยากรู้หรือเปล่าคะว่าเจ้าฝนกรดเนี่ย แตกต่างจากฝนธรรมดาทั่วไปอย่างไรบ้าง ทำไมเราต้องเรียกว่าฝนกรด แล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้างถ้ามีฝนกรดเกิดขึ้น ตามต้นข้าวมาสิคะ ต้นข้าวจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับฝนกรดกันค่ะ

ฝนกรดคืออะไร ­

มาค่ะจะนิยามแบบสั้น ๆ ง่าย ๆให้ทราบนะ ฝนกรด ก็คือ น้ำฝนที่มีสภาพเป็นกรด นั่นเอง แหม! สั้นแบบนี้ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ พอจะเข้าใจบ้างไหมเอ่ย ฝนที่เป็นกรด เป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่รุนแรงในประเทศอุตสาหกรรม หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศไทยเองก็เป็นประเทศหนึ่ง ที่กำลังมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และสังคมในอัตราที่สูง ทำให้ชุมชนเมือง อุตสาหกรรม และการคมนาคมขนส่ง มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีการตรวจพบว่า น้ำฝนที่ตกลงมาในเขตเมือง และเขตอุตสาหกรรม มีความเป็นกรดสูงกว่าน้ำฝนธรรมชาติ ซึ่งปัญหานี้มีแนวโน้ม จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกับที่เกิดในประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว

เมื่อฝนเป็นกรด รู้ได้อย่างไร­

เมื่อฝนเป็นกรด... เราทราบได้ค่ะโดยการดูที่ค่าแสดงความเป็นกรด-ด่าง หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าค่า พีเอช เหมือนกับเวลาเราอยากรู้ว่าน้ำร้อน-เย็น

เราก็สามารถดูได้จาก อุณหภูมิ แบบนั้น ซึ่งถ้าเราอยากรู้ว่า ในน้ำมีความเป็นกรด-ด่างมากน้อยแค่ไหน เราก็ดูจากค่า พีเอช โดยค่า พีเอช จะมีค่าอยู่ในช่วง 0-14 ซึ่งความเป็นกรดและด่างของสารนั้นขึ้นกับค่า พีเอช ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ช่วงคือ

ช่วงที่ 1
0 < พีเอช < 7
กรด
ช่วงที่ 2
พีเอช = 7
กลาง
ช่วงที่ 3
7 > พีเอช > 14
ด่าง

 

โดยสารต่าง ๆ อาจมีสภาพเป็น กรด ด่าง หรือเป็น กลาง ก็ได้ ขึ้นอยู่กับค่า พีเอช ดังแสดงในตาราง

 เพื่อให้เพื่อน ๆ เข้าใจมากขึ้น พี่จะยกตัวอย่างง่าย ๆ นะคะ น้ำบริสุทธิ์ที่พวกเราดื่มกินกันอยู่ทุกวันควรมีสภาพเป็น กลาง นั่นคือ ควรมีค่า พีเอช เท่ากับ 7 ส่วนเพื่อน ๆ คนไหนชอบกินผลไม้เปรี้ยว ๆ เช่น ส้ม มะนาว หรือใครที่ชอบเข้าครัว ช่วยคุณแม่ทำอาหารที่บ้านคงจะรู้จัก น้ำส้มสายชู นะคะ ทั้งน้ำส้ม น้ำมะนาว และน้ำส้มสายชู เหล่านี้ ล้วนแต่มีสภาพเป็น กรด ทั้งสิ้นเลยค่ะ นั่นคือ มีค่า  พีเอช น้อยกว่า 7 (กรดที่เป็นส่วนประกอบในน้ำส้มและน้ำมะนาว คือ กรดซิตริก) ส่วนสารที่มีสภาพเป็นด่างใกล้ ๆ ตัวเรา ได้แก่น้ำปูนใส น้ำสบู่ น้ำยาล้างจาน เป็นต้น เอาล่ะค่ะเพื่อน ๆหรือน้อง คงพอจะเข้าใจเรื่องค่า พีเอช และความเป็นกรดของน้ำฝนแล้ว ทีนี้พี่จะอธิบาย เกี่ยวกับฝนกรดต่อนะคะ

ฝนโดยทั่วไปจะมีความเป็นกรดอยู่เล็กน้อยค่ะ ค่า พีเอช ของน้ำฝนอยู่ที่ประมาณ 5.6 ซึ่งถือว่าเป็นปกติยังไม่เรียกว่า เป็นฝนกรด ที่เป็นเช่นนี้เพราะบรรยากาศบ้านเรา หรือที่ไหนก็ตามจะมีก๊าซชนิดหนึ่งอยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเมื่อ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีอยู่ในธรรมชาตินี้ รวมตัวเข้ากับน้ำฝนจะทำให้เกิดเป็นกรดอ่อน ๆ ขึ้นมาค่ะ กรดนี้มีชื่อว่า กรดคาร์บอนิก ค่ะ

น้ำฝน + ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ---> กรดคาร์บอนิก

ซึ่งกรดคาร์บอนิกจะละลายปนมากับน้ำฝนทั่วไป ในปริมาณไม่สูงนัก น้ำฝนจึงมีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ถ้าน้ำฝนกรดละลายอยู่ในปริมาณสูงกว่านี้ ฝนก็จะกลายเป็นฝนกรด ซึ่งถ้าหากน้ำฝนมีค่า พีเอช ต่ำำกว่า 5.6 แสดงว่าฝนนั้นเป็นฝนกรด

ฝนกรดเกิดขึ้นได้อย่างไร ­

ฝนกรด เป็น ปัญหามลพิษ อันเป็นผลกระทบจาก การเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน แก๊ส เป็นต้น ฝนกรดจึงพบเห็นได้มากในเขตอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้าเป็นกระบวนการหนึ่ง ที่ใช้พลังงานจำนวนมาก จากการเผาผลาญเชืัอเพลิงฟอสซิล การขับเคลื่อนยานพาหนะต่าง ๆ ก็เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเหล่านี้ เช่นกัน การเผาไหม้เชื้อเพลิง จะทำให้เกิดก๊าซ ซึ่งก๊าซนี้เมื่อรวมกับฝน จะทำให้เกิดเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่ง มีฤทธิ์ทำลาย กัดกร่อน อาคารบ้านเรือน ทำลายพืชผักการเกษตร แหล่งน้ำ และมีผลต่อความเป็นอยู่ของผู้คน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ๆ

ก๊าซพิษสำคัญที่ได้จากการเผาไหม้เชื้อ เพลิง ที่จะทำให้เกิดฝนกรดมี 2 ชนิดคือ ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ และ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ซึ่่งก๊าซพิษนี้เมื่อลอยขึ้นไปในบรรยากาศ จะละลายเข้าไปในหยดน้ำฝน ทำให้เกิดเป็นกรดได้หลายชนิด โดยจะขึ้นกับชนิดของก๊าซ ที่เข้ารวมตัวกับน้ำฝน ดังนี้

1. ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์

น้ำฝน + ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ---> กรดซัลฟิวรัส

น้ำฝน + ก๊าซซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ ---> กรดซัลฟิวริก

2. ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน

    น้ำฝน + ก๊าซไดไนโตรเจนออกไซด์---> กรดไนตรัส
    น้ำฝน + ก๊าซไดไนโตรเจนเพนตะออกไซด์ ---> กรดไนตริก
    น้ำฝน + ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ---> กรดไนตรัส + กรดไนตริก

การที่ก๊าซพิษเข้ารวมตัวกับน้ำฝนจะทำให้ค่า พีเอชของน้ำฝนต่ำลง หรือน้ำฝนมีความเป็นกรดมากขึ้นกว่าน้ำฝนตามธรรมชาตินั่นเอง

แหล่งที่มาของก๊าซที่ทำให้เกิดฝนกรด ­

เพื่อน ๆ ทราบไหมคะว่าก๊าซที่ทำให้เกิดฝนกรดนั้น เกิดมาจากไหน­

เพื่อน ๆ ที่ตอบว่า เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ก็ต้องตบมือให้ดัง ๆ ทีเดียวค่ะ เพราะนั่นเป็นคำตอบที่ถูกต้องแล้ว ก๊าซพิษที่ทำให้เกิดฝนกรดส่วนใหญ่เกิดขึ้นจาก การเผาไหม้เชื้อเพลิงพวกถ่านหิน น้ำมันเตา น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และอื่น ๆ เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงใช้ในการขับเคลืื่่อนยานพาหนะในการขนส่งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ รถบรรทุก รถโดยสารประจำทาง รถไฟ เรือ หรือ เครื่องบิน ก็ตาม ต่างก็ต้องใช้เชื้อเพลิงเหล่านี้ทั้งสิ้นครับ เพื่อน ๆ เห็นไหมล่ะคะ ว่ากิจกรรมการดำรงชีวิตของมนุษย์ล้วนก่อให้เกิดฝนกรดทั้งสิ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือ ไฟฟ้า พวกเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันพวกเราต้องใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ตื่นยันหลับ ถึงหลับไปแล้วเราก็ยังใช้ไฟฟ้า เพราะบางคนต้องเปิดไฟนอน บางคนดูทีวีจนหลับไปแล้วไม่ได้ปิด บางคนฟังวิทยุจนหลับไป บางคนเปิดแอร์ เปิดพัดลมเวลานอน ซึ่งต้นข้าวก็ใช้เหมือนกันค่ะ เห็นไหมล่ะคะว่าเราใช้ไฟฟ้ากันตลอดเวลาแบบนี้เท่ากับเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณก๊าซพิษในบรรยากาศเพราะยิ่งเราใช้ไฟฟ้ามากเท่าไร โรงไฟฟ้าก็ยิ่งต้องผลิตไฟฟ้ามากขึ้น เมื่อผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ก๊าซพิษที่เกิดขึ้นก็มากตามไปเป็นลำดับไงคะ

ฝนกรดไม่ดีอย่างไร ­

1. ฝนกรดจะทำลายธาตุอาหารบางชนิดในดิน เช่น ไนเตรต ฟอสเฟต ทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้น
มีผลต่อการ เพาะปลูก เช่น ผลผลิตของพิชน้อยกว่าปกติ เพราะฝนกรดทำให้ดินเปรี้ยว จุลินทรีย์หลายชนิดในดิน ที่มีประโยชน์ ต่อการเจริญเติบโตของพืช ถูกทำลาย ซึ่งจะมีผลกระทบ ในแง่การย่อยสลายในดินและการเจริญ เติบโตของพืช

2. ฝนกรดอาจทำให้พืชบางชนิดที่ไวต่อกรดเกิดการไหม้เป็นแผลและตายในที่สุด

3. ฝนกรดทำลายวัสดุสิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์บางชนิด เช่น กัดกร่อนทำลายพวกโลหะ เช่น
เหล็กเป็นสนิม เร็วขึ้น สังกะสีมุงหลังคา ที่ใกล้ ๆ โรงงานจะ ผุกร่อนเร็ว สังเกตได้ง่าย นอกจากนี้ยังทำให้ แอร์ ตู้เย็น หรือวัสดุอื่น ๆ เช่น ปูนซีเมนต์หมดอายุเร็วขึ้น ผุกร่อนเร็วขึ้น เป็นต้น

4.ฝนกรดสามารถละลาย แคลเซียมคาร์บอเนต ในหินทำให้เกิดการสึกกร่อน เช่น ปิรามิดในประเทศอียิปต์์ และ ทัชมาฮาลในประเทศอินเดีย เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจกัดกร่อนหินอ่อน หินชนวน กระเบื้องหลังคา และปูนซีเมนต์ ได้อีกด้วย

                                                                               

5. ฝนกรดจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปู หอย กุ้ง อาจมีจำนวนลดลงหรือสูญพันธุ์ไปได้
เพราะ ฝนกรดจะทำให้น้ำในแม่น้ำ ทะเลสาบ มีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น ถ้าเกิดอย่างรุนแรง อาจทำให้สัตว์น้ำดังกล่าวตาย เช่น อเมริกาตอนกลาง ค่าพีเอช ของน้ำในทะเลสาบลดลง ทำให้ทะเลสาบ 85 แห่ง ไม่มีปลาซึ่งเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นใน ทะเลสาบ ในประเทศ สวีเดน ทะเลสาบบางแห่ง ป้องกันตัวเองจากฝนกรดได้ เพราะในทะเลสาบนั้นมีสาร พวกไบคาร์บอเนต หรือแร่ธาตุอื่นละลายอยู่
4. มีการติดตั้งระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ และระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ออกจากก๊าซเสียที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลก่อนระบายออกสู่ บรรยากาศ
6. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีผลกระทบต่อ ระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ ซึ่งความรุนแรงของอาการ จะขึ้นกับปริมาณก๊าซพิษที่ได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้ที่มีอาการป่วยโรคหอบ หืด จะมีความไว ต่อก๊าซพิษนี้มากกว่าคนปกติ นอกจากนี้อาจก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุตา เยื่อบุคอ เยื่อบุทางเดินหายใจ ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการแสบ คัน และอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในภายหลัง รวมทั้งมีผลต่อสมรรถภาพการทำงานของปอด หัวใจ และ ระบบประสาทอีกด้วย

                                                                                                                             

การควบคุมและป้องกันฝนกรดทำได้อย่างไร ­

ความเสียหายที่เกิดจากฝนกรด เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถทำการแก้ไข หรือเยียวยาให้หายเป็นปกติได้ง่าย ๆ ดังนั้นเราควรช่วยกัน หาวิธีลดปริมาณการปลดปล่อยสารมลพิษ ซึ่งได้แก่ ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ และ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ออกสู่บรรยากาศ ซึ่งทำได้โดย

1. ประหยัดการใช้พลังงานเพื่อลดปริมาณความต้องการพลังงาน เช่น ลดการใช้ไฟฟ้า เพื่อจะได้ลดการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานลง

2. สนับสนุนให้ใช้พลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ทดแทนการใช้พลังงานจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น พลังงานจากน้ำ ลม แสงอาทิตย์ เป็นต้น

3. กรณีที่จำเป็นต้องใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ให้เลือกใช้แหล่งพลังงานที่มีกำมะถันต่ำ และควรกำจัดกำมะถันออกก่อนจะนำไปเผาเพื่อผลิตพลังงาน

4. มีการติดตั้งระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ และระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ออกจากก๊าซเสียที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลก่อนระบายออกสู่ บรรยากาศ

เราต้องทำอย่างไรเพื่อช่วยลดปัญหาการเกิดฝนกรด ­

1. เลือกใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรกลต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูง

2. อย่าซื้อและใช้ของที่ท่านไม่มีความจำเป็นต้องใช้จริง ๆ

3. อย่าใช้พลังงานสิ้นเปลือง เช่น ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ในบ้านและสำนักงาน เช่น เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ พัดลม และ ไฟ เมื่อไม่ใช้งาน ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม (ประมาณ 25 องศาเซลเซียส) ไม่ให้เย็นเกินความจำเป็น

4. วางแผนเส้นทางการเดินทางไว้ล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด เพื่อลดความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

 

 

 


 

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
เป็นความรู้ที่ดีมากเลยค่ะ  ถ้ามีแหล่งความรู้แบบนี้เยอะคงดีมาก
saynam
(29 กรกฎาคม 2554  เวลา 17:26:41)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
ต้อง log in ก่อนจึงสามารถแสดงความคิดเห็นได้
 
  
จำนวนผู้เข้าชม
564341
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554