หลอดฟลูออเรสเซนต์ ( Fluorescent lamp) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป ให้แสงสว่างนวลสบายตา มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าหลอดแบบมีไส้ ถึง 8 เท่า และให้ความสว่างมากกว่าในกำลังวัตต์ที่เท่ากัน โดยหลอดฟลูออเรสเซนต์ มีส่วนประกอบหลัก คือ แก้ว ส่วนที่เหลือ ประกอบด้วย ขั้วหลอดทำจากอลูมิเนียม ผงฟอสเฟอร์สำหรับเคลือบผิวหลอดเพื่อการเรืองแสง นอกจากนี้ ภายในหลอดยังบรรจุด้วยสารปรอท จึงทำให้ซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว ถือเป็นของเสียอันตราย
สารปรอท เป็นโลหะหนักชนิดหนึ่งที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ สามารถระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน เมื่อหลอดฟลูออเรสเซนต์แตก ไอปรอทจะระเหยออกสู่สิ่งแวดล้อม หากสูดดมเข้าไปจะทำให้สารปรอทเข้าไปสะสมในร่างกาย และเกิดผลกระทบต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ นอกจากนี้ การทิ้งซากหลอดฟลูออเรสเซนต์รวมไปกับขยะมูลฝอยทั่วไป จะทำให้สารปรอทที่ปนเปื้อนอยู่ในซากหลอดฟลูออเรสเซนต์แพร่กระจายเข้าสู่สิ่งแวดล้อม และหากปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำและเข้าสู่วงจรอาหาร จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก และยากต่อการแก้ไขในภายหลัง แนวทางการจัดการซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ในประเทศไทย ในการกำจัดหลอดฟลูออเรสเซนต์ในปัจจุบันนั้นมีสองแนวทางคือ การนำกลับมาใช้ใหม่ (รีไซเคิล) และ การฝังกลบ โดยในประเทศไทยจะนิยมใช้การกำจัดแบบฝังกลบ ( Land disposal) เนื่องจากเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่าย การฝังกลบ ฟลูออเรสเซนต์ถือเป็นของเสียอันตรายต้องใช้ระบบฝังกลบมั่นคง กล่าวคือ ของเสียอันตรายนั้นจะไม่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่โดยเด็ดขาด พื้นที่ฝั่งกลบต้องมีความปลอดภัย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องไม่ให้มีน้ำขังในพื้นที่ฝังกลบ และต้องสามารถบำบัดน้ำชะของเสียให้ได้คุณภาพน้ำทิ้งตามมาตรฐาน