สนับสนุนโดย สกว. HSM     

 
เวิลด์แบงก์ให้เปล่าไทย 760 ล้าน ลดเลิกใช้สาร HCFCs ในแอร์และโฟม
ผู้เขียน: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
วันที่: 20 พ.ย. 2557

           กรมโรงงานอุตสาหกรรม เดินหน้าลดใช้สาร HCFCs หนุนลดสภาวะโลกร้อน ตามข้อตกลงพิธีสารมอนทรีออล ปลื้ม 1 ปี ควบคุมลดการนำเข้าได้แล้ว 10 % พร้อมมั่นใจเดินได้ตามเป้าหมายในปี 2563 ลดปริมาณการใช้ลงได้ 35 % หลังธนาคารโลกช่วยเหลือเงินให้เปล่าผู้ประกอบการที่ผลิตแอร์และโฟม 760 ล้านบาท ในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใช้สารอื่นทดแทน

           นายเสรี อติภัทธะ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากที่ประเทศไทยได้ลงนามตามข้อตกลงในพิธีสารมอลทรีออล ที่จะลดปริมาณและเลิกใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอนหรือ HCFCs หรือสารR22 ที่ใช้เป็นสารทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศและสารเปาโฟม ที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา โดยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการใช้สาร HCFCs ให้ได้ 10 % นับจากค่าฐานเฉลี่ยที่คำนวณจากปริมาณการใช้ในปี 2553 และเพิ่มเป็น 35 % ในปี 2563 และเป็น 67.5 % ในปี 2568 และเลิกการภายในปี 2573 นั้น

           สำหรับการดำเนินงานของกรอ.ในระยะแรกนั้น ได้เริ่มมีการควบคุมปริมาณการนำเข้าสาร HCFCs ไปแล้ว โดยจำกัดการนำเข้าสารของผู้ประกอบการแต่ละรายไม่เพิ่มขึ้นจากปริมาณการนำเข้าของปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้สามารถควบคุมการนำเข้าสารได้แล้ว 10 % จากปี 2556 ที่นำเข้ามาประมาณ 1.18 หมื่นตัน และคาดว่าในปีต่อๆไป จะสามารถนำเข้าสารดังกล่าวลดลงได้อีก

           ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้ทางธนาคารโลก ได้ให้เงินช่วยเหลือให้เปล่าสำหรับผู้ประกอบการผลิตเครื่องปรับอากาศจำนวน 12 ราย และผู้ผลิตโฟม จำนวน 131 ราย วงเงินรวมประมาณ 760 ล้านบาท ที่จะไปปรับเปลี่ยนเครื่องจักรรองรับการใช้สารชนิดอื่นทดแทนที่ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ เช่น จากเดิมที่เครื่องปรับอากาศใช้ชนิด R22 ก็จะเปลี่ยนมาเป็น R 32 แทน เป็นต้น หรือ กรณีของการผลิตโฟมก็เปลี่ยนมาใช้สูตรนำ หรือ ไซโคลเพนเทน หรือ R 141b เป็นต้น

           โดยวงเงินดังกล่าวนี้ทางผู้ประกอบการจะไปยื่นขอใช้เงินผ่านทางธนาคารออมสินได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ส่วนจะได้รับมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการแต่ละรายที่มีการใช้สาร HCFCs มากน้อยแค่ไหน และเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยคนไทย 100 % หรือไม่ด้วย เพราะหากเป็นบริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นอยู่ เงินที่จะได้รับจากโครงการนี้จะถูกหักตามสัดส่วนการถือหุ้น แต่หากเป็นบริษัทคนไทย 100 % ก็จะได้รับการจัดสรรทั้งหมด

           นายธันยวัฒน์ จิตติพลังศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัยโจ เด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้ดำเนินการลดการใช้สาร HCFCs มาตั้งแต่ปี 2555 จากที่ใช้ ชนิด R 22 ได้เปลี่ยนมาเป็น R 410a หรือ R 32ในสัดส่วนถึง 90 % จึงทำให้ขณะนี้บริษัทนำเข้าสาร R 22 เพียง 10 ตันต่อปี จากทั้งหมดที่ใช้น้ำยาทำความเย็น 100 ตันต่อปี ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยังสามารถช่วยประหยัดพลังงานของประเทศได้มากขึ้นด้วย โดยบริษัทมีแผนที่จะเปลี่ยนน้ำยาความเย็นมาเป็น R 410a ทั้งหมดได้ภายในปี 2560 ซึ่งเท่ากับว่าหลังจากนี้ไปแล้วการผลิตเครื่องปรับอากาศของบริษัทจะไม่มีผลการก่อให้เกิดผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศอีกเลย ส่วนเงินที่จะขอจากธนาคารออมสินนั้น เพื่อนำมาใช้ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร คาดว่าจะอยู่ประมาณ 32 ล้านบาท โดยคำนวณจากประมาณนำยา R22 ที่ใช้อยู่เพียง 10 ตันต่อปี

           อย่างไรก็ตาม จากการเปลี่ยนมาใช้สารที่ไม่ทำลายชั้นโอโซน จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นประมาณ 3 % ก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์ที่แข่งขันกันในตลาด ทำให้ทางบริษัทต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้เองไม่ได้ส่งผ่านไปยังผู้บริโภคแต่อย่างใด

ที่มาของข้อมูล : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับประจำวันที่ 16 - 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

 
  ข้อคิดเห็น
   
ขอเชิญร่วมแสดงข้อคิดเห็น
 
จาก:
อีเมล:
ข้อคิดเห็น:
 
 
© สงวนลิขสิทธิ์
หากมีข้อสงสัย หรือคำแนะนำ โปรดแจ้งมาที่ chemtrack@gmail.com
จำนวนผู้เข้าชม
42248077
ตั้งแต่ 17 กรกฎาคม 2546