สนับสนุนโดย สกว. HSM     

 
ระบบข้อมูลเพื่อการจัดการสารเคมีแบบครบวงจร
ผู้เขียน: วราพรรณ ด่านอุตรา วลัยพร มุขสุวรรณ วรรณี พฤฒิถาวร
วันที่: 19 ก.ค. 2549
 ระบบข้อมูลเพื่อการจัดการสารเคมีแบบครบวงจร

บทนำ

         สารเคมีมีบทบาทมากในชีวิตประจำวันของคนทุกเพศ วัย สาขาอาชีพ แต่อาจจะมีคนจำนวนไม่มาก แม้คนที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับสารเคมีที่ทราบว่าปัจจุบันมีสารเคมีอยู่ในโลกจำนวนเท่าใด คำตอบนี้อาจจะเปลี่ยนไปทุกวัน หากใช้ระบบการลงทะเบียนสารเคมีของสมาคมเคมีของสหรัฐอเมริกา (American Chemical Society) ซึ่งมีส่วนงานที่เรียกว่า Chemical Abstract Service (CAS) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการขึ้นทะเบียนสารเคมีและให้เลขอ้างอิง CAS Number (Chemical Abstract Service Number) ที่ใช้กันทั่วโลก หน่วยงานดังกล่าวระบุว่า ณ วันที่ 1 เมษายน 2548 มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีอินทรีย์และอนินทรีย์รวมกันแล้วมากกว่า 25 ล้านสาร คำถามตามมาคือ เมื่อมีสารเคมีจำนวนมากมายมหาศาลอย่างนี้ จะมีการจัดการสารเคมีได้อย่างไร วงจรสารเคมีหมายถึงอะไร และจะใช้ระบบข้อมูลอะไรมาจัดการสารเคมีให้ครบวงจรได้ วงจรสารเคมีที่จะกล่าวถึงในที่นี้ หมายความถึงวงจรที่เริ่มต้นตั้งแต่การซื้อ การเก็บ การใช้ และการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยต่อสุขภาพและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

         สำหรับข้อมูลที่จะนำมาทำระบบจัดการก็เริ่มตั้งแต่ข้อมูลชื่อสารเคมี และข้อมูลความปลอดภัย (Material Safety Data Sheet; MSDS) เมื่อทราบข้อมูลความปลอดภัย ก็จะทราบว่าสารนั้นมีลักษณะอันตรายอะไร วิธีใช้อย่างปลอดภัยต้องทำอย่างไร ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันตนหรือไม่ หากมีสารหกรั่วไหลหรือมีอุบัติภัยต้องแก้ไขปัญหาอย่างไร นอกจากนี้ก็ต้องมีข้อมูลว่าใช้ปริมาณเท่าใด ใช้อย่างไร ใช้นานเท่าใด เพื่อจะได้ระวังไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพทั้งลักษณะเฉียบพลันและเรื้อรัง ต่อจากนั้นก็ต้องมีข้อมูลว่าต้องจัดจำแนกและเก็บของเสียที่เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายก่อนนำไปกำจัดให้ถูกวิธีโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

         สิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการจัดการสารเคมีในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับสากล ระดับภูมิภาค ตลอดจนระดับประเทศ น่าจะเป็นความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมหาศาลที่เกิดจากอุบัติภัยสารเคมี สำหรับระดับสากล กรณีที่มีความสูญเสียมากที่สุดได้แก่ เหตุการณ์ก๊าซ Methyl isocyanate รั่วที่เมืองโบพาล ประเทศอินเดีย เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2527 ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเวลานั้นมากกว่า 2,000 คนและบาดเจ็บกว่า 170,000 คน สำหรับประเทศไทย อุบัติภัยร้ายแรงจากสารเคมีมีหลายเหตุการณ์นับตั้งแต่ เหตุการณ์โรงงานผลิตอาวุธระเบิดเมื่อปี พ.ศ. 2523 เหตุการณ์คลังสารเคมีระเบิดที่คลองเตย เมื่อปี พ.ศ. 2534 และเหตุการ์โปแตสเซียมคลอเรตระเบิดในโรงงานลำไย เมื่อปี พ.ศ.2542 เป็นต้น

การจัดการสารเคมีระดับสากล
       
  ความสูญเสียที่เกิดจากอุบัติภัยสารเคมีซึ่งส่งผลกระทบไปสู่สิ่งแวดล้อม นอกจากเหตุการณ์ข้างต้นแล้ว ยังมีอุบัติภัยสารเคมีที่มีความสูญเสียลดหลั่นลงไปอีกจำนวนมาก ที่เกิดขึ้นทั่วไป อุบัติภัยเหล่านี้กระตุ้นให้องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดข้อบังคับทั้งในระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศขึ้นมากำกับดูแลให้การดำเนินการด้านสารเคมีเป็นไปด้วยความปลอดภัย พัฒนาการการจัดการที่สำคัญได้แก่ แผนปฏิบัติการ 21 เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Agenda 21) ที่เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 และอนุสัญญาระหว่างประเทศหลายอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสารเคมี

        การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (The United Nations Conference on Environment and Development: UNCED) หรือการประชุม The Earth Summit ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2535 ผู้แทนของประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมประชุมรวมทั้งประเทศไทย ได้ร่วมลงนามและรับรองเอกสาร แผนปฏิบัติการ 21 : แผนปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Agenda 21: Programme of Action for Sustainable Development) ซึ่งมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีในบทที่ 19 การใช้สารเคมีพิษอย่างปลอดภัย และบทที่ 20 การจัดการของเสียอันตราย

        ในบทที่ 19 ได้มีการกำหนดโครงการไว้ 6 โครงการได้แก่ (1) ขยายและเร่งให้เกิดการประเมินความเสี่ยงจากสารเคมี (2) การจำแนกและการแสดงสัญลักษณ์คุณสมบัติของสารเคมีที่เป็นระบบเดียวกัน (3) การแลกเปลี่ยนข้อมูลพิษและความเสี่ยงสารเคมี (4) จัดให้มีโครงการลดความเสี่ยง (5) เพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการจัดการสารเคมี และ (6) ป้องกันการเคลื่อนย้ายสินค้าอันตรายและมีพิษอย่างผิดกฎหมาย ภายใต้การประสานงานโดยโครงการระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุ (International Programme on Chemical Safety; IPCS) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของ United Nations Environment Programme (UNEP) International Labour Organisation (ILO) และ World Health Organisation (WHO)

        ส่วนในบทที่ 20 ที่เกี่ยวกับการจัดการของเสียอันตราย มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเกิด และลดปริมาณของเสียให้เหลือน้อยที่สุด รวมทั้งจัดการไม่ให้ของเสียที่เกิดขึ้นเป็นอันตรายทั้งต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม โดยได้กำหนดโครงการที่จะดำเนินงานไว้ 4 โครงการได้แก่ (1) ส่งเสริมในเรื่องการป้องกันและลดการเกิดของเสียอันตราย (2) ส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของสถาบันในการจัดการของเสียอันตราย (3) ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งในด้านการประสานงานระหว่างประเทศในการจัดการการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามพรมแดน และ (4) ป้องกันการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายระหว่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย

        ในปี พ.ศ. 2545 มีการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนที่กรุงโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศอัฟริกาใต้ ผลจากการะประชุมทำให้เกิดแผนปฏิบัติการ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับสารเคมีจะอยู่ในย่อหน้าที่ 22 และ 23 ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการในเรื่องของเสียและแผนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ 21 ตามลำดับ ในส่วนแรกมีแผนกำหนดให้ป้องกันและลดของเสีย เพิ่มการนำกลับมาใช้ใหม่ และใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยยึดแนวทางการมีส่วนร่วมของหน่วยงานรัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย และประเทศที่พัฒนาแล้วต้องให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาด้านเทคนิคและงบประมาณ ส่วนแผนดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ 21 นั้นได้มีการตั้งเป้าว่าภายในปี พ.ศ. 2563 จะต้องบรรลุวัตถุประสงค์ที่ว่าจะมีการจัดการสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของสารเคมี มีการใช้สารเคมีอย่างมีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด มีการประเมินและจัดการความเสี่ยงบนฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และใช้หลักป้องกันล่วงหน้า (Precautionary principle) โดยกำหนดกิจกรรมไว้ 7 กิจกรรมด้วยกัน กิจกรรมหลัก ๆ ได้แก่ ส่งเสริมให้ประเทศต่างให้สัตยาบันเครื่องมือระหว่างประเทศด้านสารเคมีและของเสียอันตราย และนำมาปฏิบัติในประเทศของตน เครื่องมือระหว่างประเทศดังกล่าวได้แก่ อนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยการแจ้งข้อมูลล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ (PICs) ให้มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2546 และ อนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารพิษตกค้างยาวนาน (POPs) ให้มีผลบังคับใช้ใน พ.ศ. 2547 กระตุ้นให้มีการใช้การจำแนกและแสดงสัญลักษณ์คุมสมบัติสารเคมีระบบเดียวกัน ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามข้อบังคับในอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด เป็นต้น (Plan of Implementation of the World Summit on Sustainable Development)

        นอกจากเครื่องมือระหว่างประเทศที่ผลักดันโดยประชาคมโลก เช่นอนุสัญญาต่าง ๆ แล้ว ยังมีนโยบายด้านสารเคมีที่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) กำหนดขึ้นเพื่อบังคับใช้กับประเทศสมาชิกได้แก่ ระเบียบว่าด้วยสารเคมีของสหภาพยุโรป (Registration Evaluation and Authorization of Chemicals, REACH) อันเป็นระบบการจัดการสารเคมีในประชาคมยุโรปที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสุขภาพอนามัยของคนและสิ่งแวดล้อม รักษาและส่งเสริมการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสารเคมีในประชาคมยุโรป ป้องกันการแตกแยกของตลาดภายใน เพิ่มความโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูลสารเคมี บูรณาการความร่วมมือระดับสากล ลดการใช้สัตว์ทดลอง และสอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้องค์การการค้าโลก กลไกที่ใช้ในระบบ REACH ประกอบด้วย (1) การจดทะเบียนสารเคมีที่มีการผลิตหรือนำเข้ามากกว่า 1 ตัน/ปี (30,000 สาร) (2) การตรวจสอบและประเมินรายงานการศึกษาถึงอันตรายและความเสี่ยงในการผลิตและการใช้สารเคมีที่มีการผลิตหรือนำเข้าเกิน 100 ตัน/ปี (5,000 สาร) (3) การขออนุญาตให้ผลิตหรือใช้สารเคมีที่มีอันตรายมากอย่างมีเงื่อนไข เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (4) การจำกัดการผลิต การใช้ หรือการจำหน่ายสารที่เป็นอันตรายมาก นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดในเรื่องการส่งผ่านข้อมูลความปลอดภัย (Safety Data Sheet) ไปพร้อมกับสารเคมีด้วย

การจัดการสารเคมีของประเทศไทย

1. แผนพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ

         ประเทศไทยได้ร่วมเป็นสมาชิกโครงการ IPCS เมื่อปี พ.ศ. 2528 และเป็นศูนย์ประสานงานแห่งชาติของเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยของสารเคมี (Intergovernmental Forum on Chemical Safety; IFCS) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ซึ่งทั้ง IPCS และ IFCS ต่างก็มีบทบาทหลักที่ตรงกับเป้าประสงค์ในการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยการลดความเสี่ยงอันตรายจากเคมีวัตถุ โดย IPCS รับผิดชอบด้านวิชาการ ส่วน IFCS กำกับด้านนโยบาย

         ประเทศไทยได้ดำเนินงานความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุภายใต้แผนแม่บทความปลอดภัยด้านเคมีแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2540 – 2544) และ ฉบับที่ 2 ในแผนแม่บทฯ ฉบับที่ 1 ได้มีการบรรจุกิจกรรมต่างๆ ภายใต้แผนงาน 3 แผนงาน คือแผนงานพัฒนาองค์ความรู้และทรัพยากรมนุษย์ แผนงานพัฒนาโครงสร้างระบบงานบริหาร แผนงานพัฒนาระบบบริการ สำหรับแผนงานพัฒนาองค์ความรู้และทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วยงานต่างๆ 4 งาน รวมถึงงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารและการประสานงานด้านวิชาการ ส่วนแผนแม่บทฯ ฉบับที่ 2 มีแผนยุทธศาสตร์หลัก 5 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาเครือข่ายข้อมูลสารเคมีแห่งชาติ การพัฒนาระบบการจัดการและป้องกันอุบัติภัยเคมีวัตถุ การส่งเสริมศักยภาพการจัดการของเสียเคมีวัตถุ การพัฒนาเครือข่ายศูนย์พิษวิทยาแห่งชาติ และการศึกษาวิจัยและพัฒนา ซึ่งกล่าวได้ว่าการวางแผนยุทธศาสตร์หลัก 5 ด้านในแผนแม่บทฯ ฉบับที่ 2 ได้คำนึงถึงการจัดการสารเคมีหรือเคมีวัตถุอย่างครบวงจร กล่าวคือ มียุทธศาสตร์ที่ 1 สำหรับการดูแลจัดการสารเคมีตั้งแต่การนำเข้า การผลิต การใช้ มียุทธศาสตร์ที่ 2 และ 3 ดูแลทางด้านพิษภัยของการใช้ การป้องกันอุบัติภัย และมีแผนยุทธศาสตร์ที่ 4 ในการดูแลปลายทางคือของเสียอันตราย นอกจากนี้ยังมียุทธศาสตร์ที่ 5 ในการดำเนินงานวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน

2. การดำเนินงานตามแผนพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ

         การดำเนินงานตามแผนพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 30 หน่วยงาน ตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรี องค์กรอิสระ ธุรกิจเอกชน กลุ่มหรือสมาคมที่ดำเนินงานเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ในเชิงกฎหมายการจัดการสารเคมีอันตรายภายในประเทศมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกว่า 30 ฉบับ โดยมีกฎหมายหลัก 3 ฉบับคือ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 (ปัจจุบันรับผิดชอบโดยกระทรวงแรงงาน) นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสารเคมีอีกหลายฉบับ เฉพาะที่เกี่ยวกับอุบัติภัยเท่านั้นมีถึง 17 ฉบับ กฎหมายที่มีขอบเขตการควบคุมกว้างขวางที่สุดคือ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งแบ่งหน่วยงานรับผิดชอบเป็น 6 หน่วยงานตามของเขตการนำสารเคมีไปใช้ประโยชน์ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร กรมประมง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

          พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 17 ได้กำหนด “ให้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายขึ้นในกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานงานในเรื่องข้อมูลของวัตถุอันตรายกับส่วนราชการต่างๆ รวมทั้งจากภาคเอกชน เพื่อรวบรวมและให้บริการข้อมูลทุกชนิดเกี่ยวกับวัตถุอันตรายตั้งแต่การมีอยู่ในต่างประเทศ การนำเข้าหรือการผลิตภายในประเทศ การเคลื่อนย้าย การใช้สอย การทำลาย และการอื่นใดอันเกี่ยวเนื่อง” ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตราย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผู้รับนโยบายดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 1 ของแผนแม่บทฯ ฉบับที่ 2 ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการดำเนินงานตามภารกิจที่กำหนดตามกฎหมายต่อไป


3. การพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการจัดการสารเคมีอย่างครบวงจร

          ปี พ.ศ. 2534 ได้เกิดอุบัติภัยสารเคมีร้ายแรงคือคลังสารเคมีระเบิดที่คลองเตย หลังเกิดเหตุการณ์ไม่มีผู้ใดรวบรวมข้อมูลได้แน่นอนว่าสารเคมีที่ระเบิดมีกี่ชนิด อะไรบ้าง ปริมาณเท่าใด ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2542 มีเหตุการณ์โรงงานลำไยระเบิดที่จังหวัดเชียงใหม่ ทราบสาเหตุว่าเกิดจากโปแตสเซียมคลอเรต แต่ก็ไม่ทราบว่าโปแตสเซียมคลอเรตที่ระเบิดมีปริมาณเท่าใด มีคำถามว่าหน่วยงานใดรับผิดชอบการดูแลสารเคมีนี้ มีการนำเข้าปริมาณเท่าใด เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กรมการอุตสาหกรรมทหาร ซึ่งมีข้อมูลการอนุญาตนำเข้าในปี พ.ศ.2542 จำนวน 566 ตัน แต่เมื่อตรวจสอบกับข้อมูลการนำเข้าในปีเดียวกันของกรมศุลกากรแล้วพบว่ามีข้อมูลการนำเข้า 1,105 ตัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยแนวคิดการประสานงานการสร้างความปลอดภัยด้านสารเคมีและวัตถุอันตราย ซึ่งได้สรุปรายงานไว้ว่า

          “ปัญหาการเก็บข้อมูลสถิติของแต่ละหน่วยงาน เป็นไปโดยอิสระ เพื่อสนองวัตถุประสงค์ และนโยบายที่อาจจะแตกต่างกัน ระบบการเก็บข้อมูลแตกต่างกันและไม่อยู่ในรูปแบบที่นำมาเชื่อมโยงกันได้โดยง่าย จึงไม่สามารถติดตามการนำเข้าของสารอันตรายที่เป็นภาพรวมของวัตถุอันตรายเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาประเทศ”

          จากผลสรุปของโครงการแนวคิดฯ สกว. ได้สนับสนุนให้ดำเนินงานต่อเนื่อง จนเกิดผลงานในการติดตามความเคลื่อนไหวของสารเคมีแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่โครงการการสร้างระบบประสานงานข้อมูลการนำเข้าสารเคมีอันตราย โครงการดังกล่าว ทำให้เกิดระบบการเก็บข้อมูลการนำเข้าสารเคมีโดยใช้เลขที่เอกสารสำคัญของหน่วยงานควบคุมตามกฎหมายและประสานงานกับระบบการแจ้งข้อมูลการนำเข้าสารเคมีในใบขนสินค้าของกรมศุลกากร ทำให้หน่วยงานปฏิบัติที่มีหน้าที่กำกับการนำเข้าสารเคมีตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และ พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 สามารถสื่อและตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าระหว่างกันได้ ทำให้สามารถควบคุมการนำเข้าสารเคมีอันตรายที่ควบคุมตามกฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น เช่น สารในกลุ่มยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืช สารในกลุ่มทำลายชั้นบรรยากาศ (โอโซน) ต่อมาได้มีการนำระบบดังกล่าวไปขยายผลโดยหน่วยงานอื่นในการติดตามสารอันตรายอื่นๆ เช่น สารตั้งต้นยาเสพติด และผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ เป็นต้น

          เพื่อเป็นการติดตามข้อมูลจากจุดนำเข้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งรับผิดชอบวัตถุอันตรายที่ใช้ทางอุตสาหกรรม ได้ใช้ระบบประสานงานข้อมูลการนำเข้าสารเคมีอันตรายข้างต้น ตรวจสอบปริมาณที่ขอนำเข้ากับปริมาณที่ได้รับอนุญาต และมีการติดตามการใช้วัตถุอันตรายหลังการนำเข้า โดยให้ผู้ประกอบการรายงานปริมาณของวัตถุอันตราย 45 รายการทุก 6 เดือน ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการให้แจ้งข้อเท็จจริงของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้ที่มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมโรงงานมีหน้าที่รับผิดชอบ พ.ศ. 2543 จากความร่วมมือของศูนย์วิจัยฯ กับกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการดำเนินงานโครงการดังกล่าว ทำให้ในปี พ.ศ. 2547 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้มีประกาศฯ ใหม่ ให้มีการใช้แบบฟอร์มรายงาน ซึ่งเป็นผลมาจากกงานวิจัยสำหรับรายงานข้อมูลวัตถุอันตราย รวม 54 รายการ

          ในส่วนของการจัดการปลายทางคือเกี่ยวกับการจัดการของเสียจากภาคอุตสาหกรรม เป็นที่ทราบกันดีว่าการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วทั้งที่ผ่านมาและในปัจจุบัน ส่งผลให้ของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ของเสียดังกล่าวอาจอยู่ทั้งในรูปของเสียอันตราย (Hazardous Waste : HZW) และที่ไม่เป็นของเสียอันตราย (Non-Hazardous Waste : Non-HZW) ซึ่งมักถูกจัดเก็บอย่างไม่เป็นระบบและเกิดการปะปนกัน ทำให้ยากต่อการจัดการในลำดับต่อไป ภาครัฐที่เกี่ยวข้องจึงกำหนดยุทธศาสตร์การจัดเก็บและการติดตามกากของเสียอันตรายขึ้น การดำเนินงานเบื้องต้น หน่วยงานที่รับผิดชอบได้จัดให้มีการศึกษาเพื่อประเมินสถานการณ์ แต่พบว่าการประเมินสถานการณ์ของเสียอันตรายและปริมาณตัวเลขของเสียภาคอุตสาหกรรมจากแหล่งศึกษาต่างๆ มีผลที่ได้แตกต่างกัน ความแตกต่างกันของการประมาณการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่ สมมติฐานของการประเมินต่างกัน ข้อมูลที่ใช้เป็นพื้นฐานในการประเมินต่างกัน แต่สิ่งสำคัญยิ่งก็คือความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล อันเนื่องมาจากการติดตามกากของเสียอันตรายที่ไม่ครบวงจร กรมโรงงานอุตสาหกรรมและนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของ สกว. จึงได้จัดทำโครงการนำร่องเรื่องแนวทางการจัดเก็บข้อมูลวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการจัดเก็บข้อมูลปฐมภูมิซึ่งบุคลากรของหน่วยงานรัฐและโรงงานอุตสาหกรรมนำไปใช้ได้ และโครงการนี้ได้พัฒนาเครื่องมือการจัดประเภทของเสียอันตรายโดยศึกษารูปแบบการจัดประเภทของเสียอันตรายตามระบบสากลหลายระบบ และได้เลือกรูปแบบการจัดประเภทของเสียอุตสาหกรรมตามระบบของสหภาพยุโรป หรือ European Waste Code (EWC)-Hazardous Waste List (HWL) นำมาใช้เทียบเคียงกับระบบมาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศไทย (Thailand Standard Industrial Classification : TSIC) และการจัดประเภทอุตสาหกรรมตามกฎกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้ระบบการเก็บข้อมูลที่เชื่อถือได้ และสามารถพัฒนาให้เกิดศูนย์ข้อมูลของเสียเคมีวัตถุ (กากและวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรม) ในอนาคต


4. การจัดการสารเคมีและของเสียอันตรายในสถาบันการศึกษา


          สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาส่วนใหญ่ที่มีการสอน/วิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแหล่งที่มีการใช้สารเคมี รวมทั้งมีกากของเสียที่เกิดจากกิจกรรมการเรียนการสอนและการวิจัยมากมาย ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่มีการจัดการสารอันตรายเหล่านี้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง อาทิเช่น

  • ไม่มีข้อมูลชนิดและปริมาณสารเคมีที่ซื้อใช้และใช้สำหรับการเรียนการสอนและการวิจัยในมหาวิทยาลัย
  • ไม่มีการแยกขยะต่างๆ ออกจากกัน ซึ่งได้แก่ ขยะธรรมดาหรือขยะทั่วไป ขยะมีสารพิษ ของเสียอันตราย ของเสียที่มาจากห้องทดลอง/ซากสัตว์ทดลอง และ ของเสียที่ประกอบด้วยสารกัมมันตรังสี
  • ไม่มีระบบการจัดเก็บ การติดตาม การจัดการและการป้องกันภัยที่เหมาะสมเกี่ยวกับกากของเสียและสารละลายของเสียจากห้องปฏิบัติการ
  • ไม่มีหน่วยงานกลางที่จะบริหารในส่วนการควบคุมดูแลความปลอดภัยในการจัดการสารอันตราย
  • ไม่มีนโยบายและการวางแผน การจัดการกากของเสียและวัตถุอันตรายที่เหมาะสมกับสภาพกิจกรรม

         ในระหว่างปี พ.ศ 2539 – 2541 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ดำเนินโครงการจัดตั้งเครือข่ายศูนย์วิจัยร่วมอุตสาหกรรม - มหาวิทยาลัยด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและวัตถุอันตราย โดยการสนับสนุนของ สกว. วัตถุประสงค์ของโครงการคือพัฒนารูปแบบการบริหารและการจัดการของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย เพื่อนำไปสู่การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน สามารถถ่ายทอดรูปแบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม ตลอดจนขยายขอบข่ายงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมและชุมชนโดยรวม

         ในการดำเนินงานข้างต้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้คัดเลือกอาคารตัวอย่างในเขตการศึกษา 7 อาคาร ประกอบด้วยหน่วยงาน 15 หน่วยงานที่มีการสอนการวิจัยที่ก่อให้เกิดของเสียลักษณะต่างๆ กัน วิธีการศึกษาประกอบด้วยการแบ่งคณะทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ ได้แก่ ข้อมูลกายภาพ ข้อมูลสารเคมีและวัตถุอันตราย ข้อมูลของเสียจากห้องปฏิบัติการ และข้อมูลด้านการป้องกันและตอบโต้กรณีฉุกเฉิน โดยนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นฐานข้อมูล ผลการดำเนินงานสามารถสร้างเป็นฐานข้อมูลกายภาพ และฐานข้อมูลสารเคมี แล้วนำมาพัฒนาเป็นรูปแบบเพื่อการจัดการ 4 รูปแบบคือ 1) รูปแบบสารสนเทศปริภูมิ 2) รูปแบบการจัดการข้อมูลสารเคมี (CHEMTRACK) 3) รูปแบบการจัดการของเสียจากห้องปฏิบัติการ และ 4) รูปแบบการป้องกันและตอบโต้กรณีเหตุฉุกเฉิน

         โปรแกรมการจัดการข้อมูลสารเคมี (CHEMTRACK) เป็นโปรแกรมสำหรับการติดตามการจัดซื้อสารเคมี การเบิกจ่าย การบริหารงานด้านงบประมาณ และการบริหารด้านความปลอดภัยจากการใช้สารเคมี โปรแกรมนี้ช่วยให้ทราบว่ามีการใช้งบประมาณการจัดซื้อสารเคมีอะไร จากที่ใด โดยใคร มีการใช้โดยใคร เพื่อกิจกรรมใดบ้าง และยังสามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลความปลอดภัย (MSDS) เพื่อบริหารความปลอดภัยในการใช้สารเคมีได้ด้วย

         สำหรับรูปแบบการจัดการของเสียห้องปฏิบัติการ ได้จัดให้มีการจำแนกของเสียออกเป็น 2 ประเภท คือ

         1. ของเสียทีไม่เป็นอันตรายสามารถเจือจางและทิ้งลงท่อระบายน้ำ ได้แก่ของเสียประเภทเกลือของโลหะที่ไม่เป็นพิษ เช่น โซเดียม แคลเซียม เป็นต้น และสารอินทรีย์ที่ละลายน้ำได้ ซึ่งมีจำนวนคาร์บอนไม่สูงและสามารถถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ (Biodegradable)

         2. ของเสียที่ต้องมีการบำบัดเฉพาะ เป็นของเสียที่ก่ออันตรายได้ จึงจำเป็นต้องเก็บแยกและไม่ควรระบายทิ้งลงท่อระบายน้ำสาธารณะ เพราะจะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ การพิจารณาว่าของเสียใดเป็นสารก่ออันตรายหรือไม่ พิจารณาได้จากคุณสมบัติของเสียอันตราย ซึ่งได้แก่ ลุกไหม้ได้ (Ignitability) มีฤทธิ์กัดกร่อน (Corrosivity) ไวต่อปฏิกิริยา (Reactivity) และเป็นพิษ (Toxicity)

         เพื่อให้การจัดการของเสียอันตรายจากห้องปฏิบัติการเป็นไปอย่างเหมาะสม จึงจำเป็นต้องแยกประเภทย่อยของของเสียตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลักสำคัญคือ สารบางประเภทเมื่อรวมตัวกันอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น ความร้อนสูงขึ้น ระเบิด หรือเกิดเป็นไอพิษ เป็นต้น นอกจากนี้หากนำของเสียที่ควรบำบัดด้วยวิธีที่แตกต่างกันมารวมกันจะทำให้การบำบัดยุ่งยากมากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น การพิจารณาแบ่งประเภทย่อยการจัดเก็บของเสียจากห้องปฏิบัติการได้นำรูปแบบการจัดเก็บแยกประเภทของเสียจากห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยเกียวโตมาเป็นต้นแบบและได้ปรับปรุงให้เหมาะสมสำหรับมหาวิทยาลัย ของเสียจากห้องปฏิบัติการนี้อาจบำบัดเบื้องต้นได้ตามขีดความ สามารถของห้องปฏิบัติการและหน่วยงานของมหาวิทยาลัย หากบำบัดไม่ได้ ก็สามารถจัดระบบให้มีการนำออกไปกำจัดโดยบริษัทรับจ้างภายนอกที่มีการดำเนินการถูกหลักวิชาการ

สรุป

         ระบบข้อมูลเพื่อการจัดการสารเคมีแบบครบวงจรนั้น แม้มิได้เป็นของใหม่และได้รับความสนใจในการจัดการทุกระดับตั้งแต่ระดับสากล ภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับหน่วยงาน การดำเนินงานให้ได้ผลทุกระดับต้องอาศัยผู้บริหารที่เห็นความสำคัญและให้นโยบายที่ชัดเจน พร้อมทั้งให้ความสนับสนุนในด้านต่างๆ ได้แก่ด้านทรัพยากร บุคลากร และ โครงสร้างการดำเนินงาน ส่วนผู้ใช้สารเคมีมีหน้าที่ในการทำความรู้จักกับสารเคมีที่ตนใช้ว่ามีลักษณะความเป็นอันตรายอย่างไร และใส่ใจในการปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อมูลความปลอดภัย และตระหนักในความมีส่วนร่วมที่จะรวบรวมและให้ข้อมูลเข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้อง

 
  ข้อคิดเห็น
   
ข้อคิดเห็นที่ 1:1

1.อยากให้มีต้นแบบหรือองค์ความรู้ที่ชัดเจนในเรื่องการคัดแยกเพื่อเก็บสารเคมีอันตราย เช่น จะต้องใช้ภาชนะชนิดใด หรือการเข้ากันได้ของสารเคมี
2.การจัดทำทะเบียนฐานข้อมูลที่ระบุวิธีการแยกเก็บ การกำจัด แหล่งกำจัด(เพิ่มเติมจากข้อมูลความเป็นพิษ)จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องจัดการสารอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.องค์ความรู้ในการจัดการของเสียของผู้เกี่ยวข้องยังต้องได้รับการพัฒนาให้มากขึ้น

โดย:  บุญชัย  [15 ก.ค. 2550 19:44]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 2:2

เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 1

โดย:  ไพรัช  [31 ก.ค. 2550 13:58]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 3:3

เช่นกัน อยากได้คำตอบเหมือนกัน รบกวนตอบด้วยคะ ขอบคุณคะ

โดย:  ja  [7 พ.ค. 2552 20:54]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 4:4

น่าจะแยกสาขาในการใช้สารเคมี

โดย:  พิมพ์  [1 มิ.ย. 2552 20:53]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 5:5

เห็นด้วยกับความคิดที่1

โดย:  chin  [13 ก.ค. 2552 10:41]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 6:7

http://en.wikipedia.org/wiki/UN_number        UN Number        

http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_UN_Numbers        ( List of UN Numbers )

โดย:  นักเคมี  [1 ส.ค. 2552 07:41]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 7:8

http://en.wikipedia.org/wiki/CAS_registry_number        CAS Registry Number        
http://www.cas.org/expertise/cascontent/registry/regsys.html        
http://en.wikipedia.org/wiki/EC_number_(chemistry)        EC Number  ( Chemistry )        
http://msds.chem.ox.ac.uk/eu_to_cas_converter.html        Cross-Referencing List of EU Numbers and CAS Numbers

โดย:  นักเคมี  [1 ส.ค. 2552 08:39]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 8:9

http://www.chemtrack.org/ReachWatch/        หรือ         http://siweb.dss.go.th/reach/

http://www.chemtrack.org/ReachCoach/        หรือ         http://siweb.dss.go.th/reachcoach/

โดย:  นักเคมี  [1 ส.ค. 2552 08:40]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 9:10

ดีมากคับ

โดย:  ter เด็ก d.k.  [5 ส.ค. 2552 15:48]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 10:12

ดีค่ะ


โดย:  คนค้นสาร  [28 พ.ย. 2552 11:45]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 11:13

http://motfgds.mot.go.th/joomla1512/index.php?option=com_content&view=article&id=47&Itemid=55

โดย:  ผู้มาเยือน  [14 ธ.ค. 2552 12:55]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 12:14

ข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุในห้องปฏิบัตการและการสืบหาสาเหตุ  (investigating  accident ) เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากซี่งควรเผยแพร่เพื่อเป็นความรู้ผู้สนใจ เพื่อที่จะหาแนวทางการป้องกันได้ ในลักษณะการเกิดที่คล้ายกัน ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติจริง  

ตั้งแต่ความเหมาะสมของการแยกประเภท  การบรรจุ  codition การเก็บซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่มีแต่การรายงานการเกิดเหตุ   แต่ไม่มีการสืบหาสาเหตุและวิธีการป้องกัน

โดย:  chemist  [5 ม.ค. 2553 16:05]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 13:15

ของเดินทางมากับเรือข้ามน้ำทะเลระยะทางแสนไกลระยะวเลาแสนนานไม่มีปัญหา แต่มาระเบิดที่ท่าเรือคลองเตย แปลกไหมล่ะ เพราะบ้านเราโดนหมดเลย

โดย:  02 671 410  [9 มี.ค. 2553 09:27]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 14:17

อยากทราบว่าสารเคมีที่นำเข้า มากที่สุด 10  อันดับมีอะไรบ้างค่ะ

โดย:  นักศึกษาค่ะ อยากทราบจิงๆๆๆ  [31 ส.ค. 2553 15:19]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 15:18

นอกจากความคิดเห็นที่ ๑ แล้วการจัดการสารเคมีจะให้ประสพผลสำเร็จสูงสุดได้นั้น  ทุกคนต้องตระหนักว่ามันเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะป้องกันและแก้ไข  ความสามัคคีไงคะ   มันคงไม่ใช่หน้าที่ใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งหรอกค่ะ

โดย:  ploy  [4 ก.ย. 2553 20:22]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 16:29

I serchaed a bunch of sites and this was the best.

โดย:  Alex  [19 ม.ค. 2556 08:22]
 
   
ข้อคิดเห็นที่ 17:32

น่าจะทำเป็น Flow Chart ของ สารเคมีในการนำมาใช้เพื่อเผยแพร่บ้าง

โดย:  SO  [30 ก.ค. 2556 05:27]
 
   
ขอเชิญร่วมแสดงข้อคิดเห็น
 
จาก:
อีเมล:
ข้อคิดเห็น:
 
 
© สงวนลิขสิทธิ์
หากมีข้อสงสัย หรือคำแนะนำ โปรดแจ้งมาที่ chemtrack@gmail.com
จำนวนผู้เข้าชม
42248075
ตั้งแต่ 17 กรกฎาคม 2546